สุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพดี รักษาสุขภาพ รักษาสุขภาพดี วิธีรักษาสุขภาพ เกี่ยวกับสุขภาพ เรื่องสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพดี กินเพื่อสุขภาพ เพื่อ

สุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพดี รักษาสุขภาพ รักษาสุขภาพดี วิธีรักษาสุขภาพ เกี่ยวกับสุขภาพ เรื่องสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพดี



icon

ฝากครรภ์ 5 ประการ

posted on 10 Apr 2011 15:29 by healthyguide

 

1. การซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

 

1.1 การซักประวัติต่างๆ เช่น ประจำเดือนครั้งสุดท้าย ประวัติประจำเดือน โรคที่เคยเป็นหรือโรคประจำตัว การรับประทานยา การคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ในอดีตถ้าเป็นครรภ์หลัง เป็นต้น 1.2 การตรวจร่างกายโดยละเอียด เช่น ความดันโลหิต ชีพจร หัวใจ ปอด ตรวจครรภ์ เต้านม แขน ขา บางครั้งอาจต้องตรวจภายใน กรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปวดท้องหรือมีเลือดออกทางช่องคลอด 1.3 การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น กรุ๊ปเลือด A B O และ Rh ความเข้มข้นของเลือด (CBC) โรค ซิฟิลิส เชื้อไวรัสตับอักเสบบี และเอดส์ ภูมิต้านทานหัดเยอรมัน การตรวจอัลตราซาวนด์ซึ่งเป็นคลื่นเสียงความถี่สูงใช้ตรวจดูทารกในครรภ์

การ ซักประวัติ ตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่กล่าวมาแล้วนั้น มีจุดประสงค์หลักเพื่อประเมินสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ว่า ในขณะนั้นมีปัจจัยเสี่ยงหรือมีความเจ็บป่วยอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผู้ดูแลจะได้ให้การดูแลรักษาที่เหมาะสมแก่คุณแม่และทารกในครรภ์ต่อไป

 

 

 2. การให้คำปรึกษาแนะนำ (counseling) เมื่อ พูดถึงการให้คำปรึกษาแนะนำแล้ว โดยทั่วไปคุณแม่อาจจะนึกถึงคุณแม่กลุ่มใหญ่ที่มาในคลินิกฝากครรภ์ แล้วก็มีผู้สอนซึ่งมักเป็นคุณพยาบาลในคลินิกฝากครรภ์นั่นเองมาให้ข้อมูล เช่น การปฏิบัติตัวในระยะตั้งครรภ์ อาหารที่ควรรับประทาน อาการผิดปกติที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล การเตรียมของใช้ที่จะนำมาโรงพยาบาล การเตรียมของใช้สำหรับลูก เป็นต้น การสอนส่วนใหญ่จะสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน (one-way communication) คือ ผู้สอนจะเป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูลมายังผู้เรียนซึ่งจะเป็นผู้รับข้อมูล โดยไม่ได้เน้นว่าจะต้องมีปฏิสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เพียงแต่ว่าขอให้ผู้สอนถ่ายทอดข้อมูลให้ครบก็เพียงพอแล้ว พอ จบก็มักจะถามผู้เรียนว่า ใครมีคำถามอะไรบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะไม่มีคำถาม เนื่องจากอาจจะถูกผู้สอนมองค้อนๆ ว่าทำไมคุณแม่ไม่เข้าใจนะ ทั้งๆ ที่ฉันก็อธิบายอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้วนะเนี่ย หรืออาจจะถูกผู้เรียนคนอื่นๆ มองมาเป็นจุดเดียวกันที่ผู้ถาม โดยอาจจะคิดคล้ายๆ กับผู้สอนว่าทำไมแค่นี้ก็ไม่รู้นะ หรืออาจเกิดจากการเขินอาย ส่วนใหญ่จะสอนประมาณ 1 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เนื่องจากบางโรงพยาบาลมีคุณแม่มาฝากครรภ์เป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถสอนคุณแม่แบบตัวต่อตัวหรือเป็นกลุ่มย่อยได้ การปฏิบัติเหล่านี้ความจริงแล้ว ควรเรียกว่าการให้สุขศึกษา (health education) มากกว่า การให้คำปรึกษา แนะนำ เพราะเป็นการให้ความรู้ในทิศทางเดียวเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีจุดอ่อนอยู่หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่สามารถประเมินได้อย่างแท้จริงว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามที่ผู้สอนตั้งใจไว้หรือไม่ ส่วนการให้คำปรึกษาแนะนำนั้น เป็นการให้ความรู้แบบที่มี การสื่อสารสองทาง (two-way communication) คือ ให้คุณแม่ได้พูดแสดงความคิดเห็นด้วย พร้อมกับขณะกำลังให้ความรู้อยู่ โดยหากมีการตัดสินใจควรเป็นการตัดสินใจ ที่มาจากคุณแม่เป็นหลัก โดยผู้สอนเพียงแต่ให้ข้อมูลต่างๆ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ปัจจุบันระบบสารสนเทศ (information technology) มี ความเจริญก้าวหน้าอย่างมากมาย ทำให้คุณแม่สามารถค้นหาข้อมูลข่าวสารได้จากหลายแหล่ง นอกจากหนังสือพิมพ์ หนังสือ วิทยุ โทรทัศน์ แล้วยังมีอินเตอร์เน็ต ทำให้คุณแม่มีโอกาสที่ได้รับความรู้อย่างกว้างขวางมากกว่าอดีต การ ตระเตรียม คุณแม่ คุณพ่อตลอดจนบุคคลในครอบครัว มีความจำเป็นในการคลอดวิถีธรรมชาติ เนื่องจากเป็นของใหม่สำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะผู้ที่จะมาเป็นเพื่อนระหว่างคลอด (birth companion) ที่ จะต้องอยู่กับคุณแม่ตลอดเวลาในขณะคลอด มีความสำคัญที่จะต้องทราบถึงความเป็นมา และแนวคิดของการคลอดวิถีธรรมชาติในด้านต่างๆ เป็นอย่างดี เช่น บทบาทของฮอร์โมนที่สำคัญต่อการคลอดทั้ง 3 ชนิด คือ ออกซิโตซิน เอนดอร์ฟิน และอะดรีนาลิน บทบาทของผู้คลอด ผู้ดูแลการคลอด และเพื่อนช่วยคลอดในขณะคลอด

ทั้ง นี้การตัดสินใจที่จะเลือกว่าจะคลอดโดยใช้การดูแลตามแนวทางการคลอดวิถี ธรรมชาติหรือไม่นั้น ต้องเป็นไปโดยความสมัครใจของผู้คลอดเอง จึงจะช่วยให้การคลอดวิถีธรรมชาตินั้นมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

 

 

 

3. การจัดให้มีการดูแลการเรียนการสอนของชั้นเรียนโดยผู้สอนการคลอด (childbirth education) คุณแม่บางคนอาจไม่เคยได้ยินคำว่า ผู้สอนการคลอด (childbirth educator) มา ก่อน คำนี้อาจเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทยแต่ในต่างประเทศมีมานานแล้ว เช่น ในประเทศสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ประเทศทางแถบสแกนดิเนเวีย เป็นต้น ผู้ สอนการคลอดเป็นผู้ที่ได้ฝึกฝนอบรมมาเพื่อที่จะทำหน้าที่ให้ความรู้และจัด กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการคลอด ผู้สอนการคลอดอาจจะเป็นพยาบาล ผดุงครรภ์ นักสาธารณสุข สูติแพทย์ หรือใครก็ได้ที่ได้รับการอบรมทางด้านนี้มาระดับหนึ่ง โดย มีจุดประสงค์หลัก เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องของการคลอด และเรื่องอื่นๆ ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการคลอด อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างสายสัมพันธ์ ความเข้มแข็ง และการมีสุขภาพดีทั้งร่างกาย และจิตใจคุณแม่ ทารกและบุคคลในครอบครัว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเตรียมบุคคลในระยะเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต จากชีวิตคู่ที่มีเพียง 2 คน คือสามีและภรรยา ไปสู่ชีวิตครอบครัวที่มี 3 คน คือพ่อ แม่ และลูก กระบวน การจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนนั้น มีวิธีการจัดการเรียนการสอนได้หลายวิธี เช่นการบรรยาย การสาธิตกิจกรรมกลุ่ม การฉายวิดีทัศน์ การเรียนรู้จากการแก้ปัญหา การฝึกปฏิบัติ การเยี่ยมชม การสอนในแต่ละหัวข้อ ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้วิธีหนึ่งวิธีใดเพียงอย่างเดียวโดยเฉพาะ แต่ใช้การผสมผสานวิธีการต่างๆ เหล่านี้ โดยปรับน้ำหนักให้ตามความเหมาะสมของวัตถุประสงค์การเรียนรู้เรื่องนั้นๆ หลังจากผ่านการเรียนรู้โดยวิธีการต่างๆ พบว่า สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในสมองของผู้เรียน สามารถแสดงได้ดังภาพที่ 1 ซึ่งคุณแม่จะเห็นว่า ถ้าเรียนรู้โดยวิธีการอ่านอย่างเดียว จะเหลืออยู่เพียงร้อยละ 10 ของความรู้ที่ได้เรียนทั้งหมด แต่ถ้าเรียนรู้โดยวิธีการสร้างสถานการณ์จำลอง และการได้ลงมือ ทดลองทำจะเหลืออยู่มากถึงร้อยละ 90 สำหรับ หัวข้อที่ควรสอน สามารถแบ่งเป็นชั้นเรียนได้ โดยทั่วไปนิยมแบ่งการสอนออกเป็นชั้นเรียน ตามลำดับระยะเวลาของการตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด ดังนี้คือ 3.1 ชั้นเรียนของคุณแม่ที่ท้องอ่อนๆ (early pregnancy class) คุณ แม่จะได้รับการเรียนรู้เรื่องอาหารการกินที่เหมาะสม การดูแลตนเอง การพักผ่อนหลับนอน การออกกำลังกาย การฝึกกายบริหาร และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อช่วยบรรเทาความไม่สบายเนื้อสบายตัว การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ การมีเพศสัมพันธ์ ความ ผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่างๆ ของการตั้งครรภ์ เช่น อาการแพ้ท้อง เลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้อง การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด การดูแลฝากครรภ์ที่เหมาะสมเป็นอย่างไร การเตรียมของใช้เพื่อมาคลอด 3.2 ชั้นเรียนของคุณแม่ที่ใกล้คลอดเพื่อเรียนรู้การคลอดและหลังคลอดใหม่ๆ (birth and early postpartum class) มี จุดประสงค์เพื่อเตรียมกายและใจของคุณแม่ คุณพ่อ ให้พร้อมรับการคลอดวิถีธรรมชาติ สิ่งที่จะได้รับการเรียนรู้คือ แนวทางการดูแลการคลอดในรูปแบบสังคมและทางการแพทย์ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคลอดวิถีธรรมชาติในด้านต่างๆ เช่น ความหมายกายวิภาคและสรีรวิทยาของกระดูก และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน สรีรวิทยาของฮอร์โมนที่สำคัญทั้ง 3 ขณะคลอด คือ ออกซิโตซิน อะดรีนาลิน และเอนดอร์ฟิน การ ปฏิบัติตัวในระยะต่างๆ ของการคลอด วิธีการดูแลเพื่อบรรเทาอาการปวดโดยไม่ใช้ยา ความแตกต่างของอาการเจ็บครรภ์จริง และเจ็บครรภ์หลอก ระยะต่างๆ ของการคลอด (stage of labor) บทบาทของเพื่อนระหว่างคลอด การดูแลของคุณหมอ และพยาบาลเมื่อคุณแม่มาคลอดในระยะต่างๆ ของการคลอด ความ รู้เรื่องการช่วยคลอดแบบต่างๆ เช่น การใช้คีมช่วยคลอด การใช้เครื่องดูดสุญญากาศช่วยคลอด การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง การเร่งคลอด การใช้ยาในระหว่างการคลอด การเปลี่ยนแปลงในระยะหลังคลอด การดูแลคุณแม่ระยะหลังคลอด และการปฏิบัติตัวหลังคลอด การเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ที่บ้าน การเริ่มต้นให้นมแม่ การเตรียมแผนการคลอด (รายละเอียดของการเตรียมแผนการคลอดนี้จะได้กล่าวในหัวข้อที่ 4 ต่อไป) 3.3 ชั้นเรียนของการเป็นพ่อแม่ (parenting class) โดย มีจุดประสงค์หลักเพื่อเตรียมความพร้อมของการเป็นพ่อเป็นแม่ของลูกน้อยที่ กำลังจะเกิดมา เช่น การปรับชีวิตความเป็นอยู่ การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ต่างๆ เช่น บทบาทการมีเพศสัมพันธ์ การแบ่งหน้าที่ควรรับผิดชอบในการเลี้ยงดูลูก ความสำคัญและวิธีการของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตลอดจนเทคนิคปัญหา วิธีการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ลักษณะ ทั่วไปและความต้องการของทารกแรกเกิด การดูแลประจำวันและการตรวจสุขภาพทารกด้วยตนเอง ความผิดปกติที่ควรจะนำทารกมาพบแพทย์ ความรู้เกี่ยวกับทารก เช่น ลักษณะนิสัยและพัฒนาการในวัยต่างๆ ที่ปกติ ควรเป็นอย่างไร

 

 
 4.การเตรียมแผนการคลอด (Birth Plan) การ เตรียมแผนการคลอดก็เป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย เช่นเดียวกับอีกหลายๆ เรื่องในการดูแลการคลอดวิถีธรรมชาติ ในปัจจุบันคุณแม่ที่มาคลอดในสถานบริการสาธารณสุขนั้น โดยทั่วไปไม่มีสิทธิ์เลือกมากเท่าใดนัก เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ได้รับการอบรมมาในรูปแบบทางการแพทย์ ทำให้มีความเคยชินในการดูแลการคลอดในรูปแบบทางการแพทย์อย่างเต็มตัว แทบจะเรียกได้ว่า เหมือนกันหมดเกือบทั้งประเทศ ดัง นั้น คุณแม่จึงควรพูดจาปรึกษาหารือกับบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะสูติแพทย์ว่ามีความสะดวกใจ หรือยินดีที่จะทำตามแผนการคลอดที่คุณแม่ต้องการได้หรือไม่อย่างไร คุณแม่ควรจะได้รับการอบรมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะในหัวข้อที่ 3 เป็นอย่างดีเสียก่อน จึงจะมีความรู้ไปสร้างแผนการคลอดที่คุณแม่ต้องการได้ แผนการคลอดนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วง คือ ช่วงตั้งครรภ์ เจ็บครรภ์ คลอด และหลังคลอด 4.1 ช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่จะเลือกผู้ดูแลการคลอดเป็นใคร เช่น ผดุงครรภ์หรือสูติแพทย์ และจะคลอดที่ไหน เช่น โรงพยาบาลหรือบ้าน 4.2 ช่วงเจ็บครรภ์ คุณ แม่จะเลือกการปฏิบัติตนอย่างไร เช่น ใส่เสื้อผ้าของตนเอง การรับประทานอาหาร การเลือกเปลี่ยนอิริยาบถ การแทรกแซงทางการแพทย์ เช่น การเจาะถุงน้ำคร่ำ การใช้ยาต่างๆ เช่น ยาเร่งคลอด ยาแก้ปวด การให้สามีหรือบุคคลที่คุณแม่เลือกอยู่ในห้องคลอดด้วยตลอดเวลา 4.3 ช่วงคลอด ใช้ห้องเดียวกันสำหรับรอคลอดและคลอด การเลือกท่าคลอดด้วยตนเองในระยะที่ 2 ของ การคลอด การแทรกแซงทางการแพทย์ เช่น การตัดฝีเย็บ การฉีดยาเร่งคลอดรก เป็นต้น การให้สามีหรือบุคคลที่คุณแม่เลือกอยู่ด้วยตลอดเวลาในช่วงคลอด

4.4 ช่วงหลังคลอด ให้ ลูกอยู่ห้องเดียวกับคุณแม่ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน ให้ลูกดูดนมแม่ตามความต้องการอย่างเดียวตั้งแต่แรกคลอด ไม่ต้องเสริมนมผงดัดแปลงและน้ำ ไม่ให้ลูกดูดนมจากขวด

 

 
 5. การดำเนินการเพื่อให้การคลอดเป็นไปตามแผนการคลอดที่ได้วางไว้ ผม บอกได้เลยครับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ที่คุณแม่จะทำให้ประสบความสำเร็จตามแผนที่ต้องการ เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลต่างๆ มักมีแนวความคิดการดูแลการคลอด ในรูปแบบทางการแพทย์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นผมจึงใคร่ขอเสนอแนวทางปฏิบัติพอสังเขป เพื่อที่จะทำให้คุณแม่ประสบความสำเร็จตามแผนที่วางไว้คือ 5.1