สุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพดี รักษาสุขภาพ รักษาสุขภาพดี วิธีรักษาสุขภาพ เกี่ยวกับสุขภาพ เรื่องสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพดี กินเพื่อสุขภาพ เพื่อ

สุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพ เพื่อสุขภาพ สุขภาพดี รักษาสุขภาพ รักษาสุขภาพดี วิธีรักษาสุขภาพ เกี่ยวกับสุขภาพ เรื่องสุขภาพ เพื่อสุขภาพ เพื่อสุขภาพดี



icon

ข้อไหล่สำคัญแค่ไหน ?

posted on 20 Jun 2011 01:55 by healthyguide



ข้อไหล่ (Shoulder joint) เป็นส่วนสำคัญสำหรับการเคลื่อนไหวของแขนและมือ หากมีสิ่งผิดปกติไม่ว่าจะเป็นการบวม เจ็บ หรือการอักเสบของข้อไหล่จะทำให้การใช้งานของแขนด้านน ั้นไม่เหมือนเดิม


ใคร บ้างที่มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับข้อไหล่ คำตอบก็คือสามารถเป็นได้ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอ ายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนักกีฬา การบาดเจ็บของข้อไหล่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้ องจะทำให้เป็นการบาด เจ็บเรื้อรังของข้อไหล่ ในคนวัยทำงานหรือสูงอายุจะมีภาวการณ์อักเสบข้อไหล่ ทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเอื้อมแขนหรือสิ่งของ, การหวีผม หรือแม้กระทั่งการแต่งตัวจะทำได้ลำบาก ดังนั้น
เพื่อสุขภาพ หากท่านมีอาการดังกล่าว จึงมีโอกาสที่จะเป็นโรคข้อไหล่ดังต่อไปนี้

โรคเยื่อหุ้มข้อไหล่อักเสบและเอ็นอักเสบ ซึ่งเป็นภาวการณ์ปวดข้อไหล่ที่มักจะพบในคนสูงอายุ

โดย มีอาการปวดเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอาการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ เมื่อคนไข้พยายามยกข้อไหล่จะมีอาการปวด เมื่อตั้งประมาณ 90 – 120 องศา ทางด้านหน้าหรือการหมุนข้อไหล่เมื่อใช้มือเอื้อมไปด้ านหลัง เช่น การใส่ชุดชั้นในในผู้หญิง โดยที่อาการปวดจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งคนไข้ไม่สามารถใช้ไหล่ด้านนั้นในชีวิตประจำ วันได้ (Day to day actuation)

ทำไมจึงมีอาการปวดไหล่ในโรคเหล่านี้ คำตอบก็คือ

ข้อ ไหล่ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ เช่น เยื่อหุ้มข้อไหล่ (shoulder capsule), เส้นเอ็นข้อไหล่ (rotator cuff tendon) และถุงน้ำที่อยู่ระหว่างกระดูกและเส้นเอ็น (bursa and acromion) เมื่อมีการใช้งานและประกอบกับอายุที่มากขึ้น จะมีการอักเสบและเสื่อมสภาพขององค์ประกอบเหล่านี้ ซึ่งอาจจะมีหินปูนมาสะสมบริเวณนี้ (calcium deposit) ซึ่งสามารถพบได้ใน X-ray

ดัง นั้น การวินิจฉัยโรคของการปวดข้อไหล่ นอกจากการซักประวัติและการตรวจร่างกายแล้วแพทย์อาจจะ ส่ง X-ray เพื่อดูว่ามีหินปูนมาสะสมในเส้นเอ็นข้อไหล่หรือไม่, หรือการส่ง MRI เพื่อดูการขาดของเส้นเอ็น (rotator cuff tear)

การรักษา จะเริ่มด้วยคำแนะนำต่าง ๆ เช่น การระมัดระวังงานบางอย่างที่ก่อให้เกิดอาการปวดไหล่

โดย ให้หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวข้อไหล่ที่จะทำให้อาการปว ดมากขึ้น แต่ไม่ใช่ให้หยุดการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ เนื่องจากจะทำให้ข้อไหล่ติดแข็งได้ ดังนั้น คนไข้สามารถเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ในระดับหนึ่งตามแพทย ์บอกจะสามารถลดการ อักเสบและการติดแข็งข้อไหล่ได้ (frozen shoulder)
เพื่อสุขภาพ


การรับประทานยาแก้อักเสบเส้นเอ็น (NSAID) มีประโยชน์เพื่อลดการอักเสบของข้อไหล่

และ จะทำให้การเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้สะดวกขึ้น ซึ่งอาการปวดข้อไหล่ควรจะดีขึ้นภายใน 1 – 2 สัปดาห์หลังรับประทานยาแล้ว แต่หากอาการไม่ดีขึ้นแพทย์จะพิจารณาการฉีดยาบริเวณที ่ปวด (steroid invention) เพื่อลดการอักเสบ จะสามารถช่วยได้ในระยะหนึ่งประมาณ 3 – 6 เดือน

ในปัจจุบันการรักษาโรคข้อไหล่ได้ก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กล้องส่องเพื่อการผ่าตัด (arthroscopic procedure)

ยัง เป็นท่อและเส้นต่อกับวงจรทีวี (small TV camera) ซึ่งสอดเข้าไปในข้อไหล่โดยผ่านแผลเล็ก ๆ (< 1 cm.) และจะมองเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในข้อไหล่ได้ทุกอย่าง โดยแพทย์จะสอดเครื่องมือผ่าตัดเล็ก ๆ ผ่านทางท่อเล็ก ๆ เหล่านี้เพื่อการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการดูดเอาหินปูนในเส้นเอ็นที่อักเสบออก, การตัดถุงน้ำที่อักเสบ (bursitis) และการทำเป็นช่องเพื่อขยายขนาดสำหรับการเคลื่อนไหวขอ งเส้นเอ็นที่อักเสบ (acromioplasty) รวมถึงการเย็บซ่อมเอ็นที่ฉีกขาด (arthroscopic rotator cuff repair)

การผ่าตัดผ่านกล้องเหล่านี้มีประโยชน์เพื่อคนไข้ใช้ เวลาฟื้นฟูหลังผ่าตัดได้ สั้นลง มีอาการปวดหลังผ่าตัดน้อยลง และระยะเวลาการอยู่โรงพยาบาลสั้นลง นั้นคือสามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วข ึ้น

การดูแลหลังผ่าตัด (after surgery)

การ ทำกายภาพบำบัด (rehabilitation) หลังจากการผ่าตัดใหม่จะใช้เวลาประมาณ 6 – 8 สัปดาห์ ซึ่งจะค่อย ๆ เพิ่มการเคลื่อนไหวและกำลังของกล้ามเนื้อบริเวณข้อไห ล่อย่างช้า ๆ เพื่อรอให้การหายของเส้นเอ็นที่ใช้เสลาประมาณ 6 – 8 สัปดาห์ เช่นเดียวกัน คนไข้จะใส่ที่คล้องแขน (sling) ประมาณ 2 – 3 วัน
เพื่อสุขภาพ เพื่อลดอาการปวดและบวมหลังผ่าตัด จากนั้นคนไข้จะเริ่มทำการเคลื่อนไหวและการบริหาร (range of motion reduction) รวมถึงการเหยียดและยืด, การเพิ่มแรงของกล้ามเนื้อ (stretching and strengthening excision) และก่อนจะจบการรักษาแพทย์จะอธิบายถึงวิธีการเพื่อหลี กเลี่ยงการอักเสบที่อาจ จะเกิดขึ้นในอนาคต


ที่มา : โรงพยาบาลเวชธาณี http://www.vejthani.com

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Comment

Comment:

Tweet